วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ฟ้าสั่งมา


เมื่อวันก่อน:
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับA : พี่ที่บริษัท ชวนไปลานเบียร์
B : กำลังหนาวเลย เข้าช่วงเทศกาลกันพอดี ดื่มเบียร์กับคอนเสิร์ต
A : แต่ผมถือศีลครับ ไม่ดื่มเหล้ามานานแล้ว ผมหันไปมองหน้าพี่เค้าเลย
B : ปฏิเสธ!!!
A : ไปครับ!!!
B : ...

วันต่อมา:
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : กำลังจะไปขึ้นรถไฟฟ้า เรื่องลานเบียร์เมื่อวานยังคิดไม่ตก ว่าจะกินรึไม่กินดี
B : ต่อสู้กับด้านมืดสินะครับ
A : กำลังคิดอยู่ดี ๆ มีรถตุ๊ก ๆ ผูกธงสีชมพูวิ่งมาครับ แล้วก็มีคนวิ่งลงจากรถมาหา ยัดโบรชัวใส่มือ
แล้วมันก็บอกว่า "อย่าดื่มเหล้านะครับ ๆ ๆ" แล้วก็ขี่ผ่านไป
B : จริงดิ!!!
A : ขนลุกซู่เลยครับ

Proof The Secret

เมื่อกว่าเดือนก่อน เริ่มมีความคิดที่ว่า อยากลองทำงานวิทยากรดูบ้าง

สามวันต่อมาเรารู้ว่า ไม่ใช่แค่คิดจะเป็นก็เป็นได้ ถ้าไม่ใช่ว่า เก่งมาทำมาด้านนี้จริง ๆ แค่จะหางานด้านนี้ก็ยากแล้ว ไม่รู้ต้องเรียน ดอกเตอร์ก่อนรึเปล่า ผมลองถามเพื่อนที่ทำบริษัทรับจัดพวกนี้ เค้าบอกวิทยากรเค้าแต่ละคน profile อย่างน้อย 5 แผ่น!!! ใน 1 แผ่นมีหลายบรรทัด แต่ละบรรทัด คือ 1 ตำแหน่งหรืองาน ที่เคยไปทำ *0* ข้าพเจ้า หมดสิทธิตั้งแต่สมัครเลย

ด้วยความที่ยังอยากทำอยู่ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ผมเลยว่าจะลองเลือกวิธีที่ ผมเองก็ไม่คิดว่ามันจะทำได้ดู

The Secret บอกไว้ กล้าขอ ก็กล้าให้

ขอกันดื้อ ๆ "อยากเป็นวิทยากร ขอให้ได้เป็นวิทยากร"

ดูมันติงต๊องไปหน่อย ขอแค่นี้จะได้จริง ๆ เหรอวะ

วันต่อมาเลยไปหา The Secret มาอ่านอีกครั้งโดยละเอียด

หลังจากนั้นก็นั่งนึกภาพตัวเองจะเป็นวิทยากรทุกวัน

สามวันต่อมา เพราะคิดถึงมันทุกวัน ความคิดเลยเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ตอนนี้คำขอเป็น "จะมีีคนมาเชิญไปเป็นวิทยากรใน 1 เดือน แล้วก็ได้ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนในช่วงวันว่าง"
เค้าบอกให้ใส่ช่วงเวลาด้วย ผมเลยใส่ไปเวอร์ ๆ เลย 1 เดือน ส่วนที่เป็นอาจารย์นี่ เพราะคิดว่า ถ้าจะทำจริง ๆ จัง ๆ เราน่าจะต้องหาประสบการณ์ก่อน เลยปิ๊งขึ้นมาว่าน่าจะไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ต้องทำงานประจำอยู่เลยอยากสอนตอนว่าง ๆ เท่านั้น

ขอเสร็จแล้ว ... ก็นั่งฝัน ๆ ไป 1 สัปดาห์ โดยที่ยังนึกไม่ออกเลยว่า มันจะเป็นไปได้ไง แต่ก็ยังเชื่อว่าเดี๋ยวมันต้องได้ชัวร์

และแล้ว ก็มีโทรศัพท์มา จากลูกค้ารายนึงที่ เคยไป present ไว้ แล้วบังเอิญเค้าเกิดถูกใจ เลยอยากเชิญให้ไปเป็นวิทยากรให้กับคนในองค์กร *0*

ผ่านไปอีกไม่กี่วัน
บังเอิญต้องไปคุยงานที่มหาลัยแห่งหนึ่ง
บังเอิญขอว่ามาสอนที่นี่ก็ดี
บังเอิญหิว เลยไปหาอะไรกินก่อนไปคุยงาน
บังเอิญไม่มีแบ๊งค์ย่อย
บังเอิญมี family mart อยู่ไม่ไกล
บังเอิญขณะเดินไปแลกเงินแล้วเพื่อนจำหุ่นได้
บังเอิญสนิทกันเพื่อนเลยทัก
บังเอิญชวนเพื่อนกินข้าว เลยได้นึ่งกินข้าวไปคุยไป
บังเอิญรู้ว่าเพื่อนทั้งสองคนนั้นสอนอยู่ที่นั่นด้วย
บังเอิญว่ากำลังอยากเป็นครูเลยเล่าให้เพื่อนฟัง
บังเอิญเพื่อนบอกว่าคณะเค้าก็กำลังหาคน
คุยงานเสร็จ โทรหาเพื่อน
บังเอิญหัวหน้าภาคอยู่
บังเอิญมีเพื่อนสอนอยู่ด้วย
บังเอิญขาดคนด้านที่เราถนัด
บังเอิญสอนวันเสาร์อาทิตย์ได้ไม่รบกวนงานประจำ
บังเอิญรายได้ดีซะด้วย
บังเอิญ ถูกใจหมดเลย จะได้เป็นคุณครูแล้ว!!!

ผ่านมาอีกสองสามสัปดาห์ วันนี้ผมก็พึ่งไปเป็นวิทยากรเสร็จมาหมาด ๆ
แอบตื่นเต้นเหมือนกัน กับการเป็นวิทยากรในห้องขนาด 100 คน ที่มีแต่คนอายุมากกว่าเต็มห้อง
แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี และก็คิดว่าทำได้ดี อย่างที่เคยฝันเอาไว้มาเป็นเดือน


จริง ๆ ผมตื่นเต้นกับคำขอที่เป็นจริงมากกว่าตื่นเต้นกับการเป็นวิทยากรซะอีก
ตอนถือไมค์อยู่หน้าห้องยังนึกอยุ่แล้ว "กูมาอยู่ตรงนี้ได้ไงวะ"

ไม่รู้เหมือนกันว่า กฏแห่งการดึงดูด มันจริงหรือมไ่ม่จริง ... แต่ตอนนี้ผมเริ่มเชื่อแล้วหละ ว่าโลกเรานี้ กล้าขอ ก็กล้าให้จริง ๆ

ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ผมก็กะว่าจะลองขออะไรที่มันยิ่งใหญ่ขึ้นดู ใช้บ่อย ๆ ความมั่นใจมากขึ้น ก็กล้าขอของที่มันยากจะเชื่อว่าจะได้มามากขึ้นด้วย ... หึ หึ หึ

ใครอยากได้อะไร ลองหา The Secret มาอ่านดูนะ

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ถอดรหัส ศก.พอเพียงกับไอทีไทย ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

คัดลอกจาก website : http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02com02060852&sectionid=0209&day=2009-08-06
ชอบเลยเอามาแปะไว้ครับ

----------------------------------------------------------------------------------
วันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4129 ประชาชาติธุรกิจ

ถอดรหัส ศก.พอเพียงกับไอทีไทย ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล


อาจดูแปลกๆ ที่จู่ๆ ก็นำเสนอ บทสัมภาษณ์ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา มาพูดคุยเรื่องไอซีที

ขณะที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะพูดคุยให้ ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้

แต่วันนี้ ดร.สุเมธเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมุมมองเรื่องไอที แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีทีแต่มุมมองการพัฒนาไอซีทีจากคนวงนอกวัย 70 ปี ที่ ดร.สุเมธบอกว่า คนแก่ไม่ใช่ ความรู้เยอะ แต่เห็นข้อผิดพลาดเยอะ

"วันนี้การใช้ไอทีของบ้านเราเกินครึ่งใช้ไปในเรื่องไร้สาระ เพราะเมืองไทยทำอะไรไม่มีฟาวเดชั่น พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังไม่มีใครเข้าใจ สิ่งสำคัญจะทำอะไรต้องวางรากฐานในแน่นก่อน เพราะสร้างบ้านยังไม่ทันลงเสาเข็มเลย ติดประตูหน้าต่าง ขนเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เข้าไปบ้านก็พัง นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤต"

สมัยที่รับราชการประเทศไทยพูดถึงการพัฒนาไอทีก็จะมุ่งไปที่การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ สมัยก่อนก็ต้องเป็นแอปเปิล แมคอินทอช โทรศัพท์มือถือยาวเท่าศอก แล้วที่สุดการพัฒนาไอทีของไทยก็เข้าไปสู่ฮาร์ดแวร์ โดยไม่ได้วางรากฐานเรื่องคนทำให้วิ่งไล่ซื้อฮาร์ดแวร์กันไป ไฮเวย์ต่างๆ ก็ไม่ได้วาง

ขณะที่ประเทศสิงคโปร์วางแผนพัฒนาไอทีประเทศ โดยนโยบายที่ประกาศออกมาข้อแรกคือ ห้ามหน่วยราชการต่างๆ ซื้อคอมพิวเตอร์ แต่ให้สหรัฐมาวางโปแกรมพัฒนาคนไอที วางหลักสูตรในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อผลิตคน พร้อมๆ กับการวางเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พอปีที่ 3-4 คนก็จบออกมาก็พอดีกับการวางโครงสร้างพื้นฐานเรียบร้อย ทำให้คนที่ออกมามีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปสร้างประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า

แต่สำหรับเมืองไทยช่างที่เก่งๆ ของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะเป็นการเริ่มจากภาคปฏิบัติมาเป็นผู้ชำนาญการ แต่พอไปถึงระดับหนึ่งก็ไม่สามารถต่อยอดได้

นอกจากนี้อาจารย์สุเมธกล่าวว่า หลักของความพอเพียงสำหรับการใช้ไอทีเป็นหลักการเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เรื่องการประหยัด แต่ความพอเพียงในเรื่องของไอทีก็คือความมั่นคง ความสมดุล ยั่งยืน แต่ที่ผ่านมาเมืองไทยไม่ได้สร้างรากฐานให้มั่นคง ยั่งยืน ทำให้วันนี้การใช้ ไอทีเป็นการใช้ในเรื่องสาระและความบันเทิงมากกว่าการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ การลงทุนไอทีไทยก็เหมือนเอ็นพีแอล ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า กู้เงินมาแล้วไม่ได้ก่อให้เกิดกำไร

"เราไม่ได้สร้างฐานไว้อย่างมั่นคง การต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าก็เป็นเรื่องยาก" ดร.สุเมธกล่าวและว่า

ทางแก้ไขก็คือต้องปรับแก้กันที่ระบบ อย่างที่คนนิยมพูดกันคือต้องบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพูดกันแต่ไม่มีการลงมือทำ เมืองไทยมีทุกอย่าง แผนก็มี แต่เวลาเดินก็ไม่ได้เดินตามแผน "อย่างตอนนี้ตัวเองได้โทรศัพท์มือถือโนเกีย เอ็น 97 มาเครื่องนึง ซัพเฟอร์มาประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว ใช้ไม่คุ้มค่า ตอนแรกแค่รับก็ทำไม่ได้ มูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นบาท ดังนั้นการที่จะใช้ให้คุ้มค่าผมก็ต้องเรียนรู้ เลิร์น ทู แมกซิไมซ์ การใช้จึงจะเกิดความคุ้มค่า"

เทคโนโลยีทำได้ทุกอย่าง แต่ปัญญาของเรายังทำไม่ได้ ดังนั้นประโยชน์จะเกิดขึ้นได้ ปัญญาต้องเกิดขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับการลงทุนไอทีของประเทศ ลงทุนเป็นแสนล้านแต่นำมาใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพราะประเทศไทยไม่ได้วางรากฐานสร้างปัญญาให้กับคน

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

My namessss

1. YOUR REAL NAME:
Note. Pattapong Jantarach

2. YOUR GANGSTA NAME: (first 3 letters of real name plus izzle.)
Patizzle

3. YOUR DETECTIVE NAME: (favorite color and favorite animal)
Black Dog

4. YOUR SOAP OPERA NAME: (your middle name and street you live on/or neighborhood if it's a number)
Note สี่พระยา

5. YOUR STAR WARS NAME: (the first 3 letters of your last name, first 2 letters of your first name)
JanPa (จันผา??? มัน starwar ตรงไหนฟะ)

6. YOUR SUPERHERO/CRIMINAL NAME: (Your 2nd favorite color, and favorite drink)
Red Singha Drinking Water (555+)

7. YOUR WITNESS PROTECTION NAME: (parents middle names).
Nine

8 . YOUR GOTH NAME: (black, and the name of one of your pets).
Black ลูกชุบ (goth มากมายอะ ... -*- )

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความฝันเมื่อวัยเด็ก

เมื่อไม่กี่วันก่อน โต้ตอบกับ @poomk กับ @sucha เรื่องที่เด็กไทย ไปแข่งชนะ Robocup 2009 มาตั้ง 5 รางวัล แล้วก็เลยเถิดไปถึงเรื่องนวัตกรรม กับการสนับสนุนเชิงพาณิชย์ ให้กับสิ่งที่เด็กพวกนี้คิดได้

แวบแรกตอนรู้ผลการแข่งขัน เราก็แอบยิ้มในใจ นึกฟุ้งไปว่า เราได้ที่หนึ่งของโลกตั้งสองรายการใน Robocup 2009 ( RoboCup Soccer Small Size League, RoboCup Rescue Robot League) คงน่าสนุกถ้ามหาลัยจับมือกันฝันใหญ่ ๆ ว่าจะให้เราเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมหุ่นยนต์ ... ของโลก!!!

วันว่าง ๆ อย่างวันนี้ผมเลยเอามฝันต่อว่า ไอ้หุ่นตัวเล็ก ๆ ทรงกระบอก รุ่น smallsize เนี่ย จะเอาไปใช้อะไรได้บ้างนะ ผมนึกประโยชน์แบบเป็นชิ้นเป็นอันไม่ออก ว่าเอาไปใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมอะไรได้ แต่ถ้าดูเหมือนในแง่กีฬา ที่เอามาแข่งฟุตบอลกันอย่างตอนนี้ คงไ่ม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก

เลยนึกได้ถึงความฝันในวัยเด็กของตัวเอง สมัยดูกันดั้ม เห็นมันขี่หุ่นยนต์สู้กัน ผมก็แอบฝันว่าอยากเป็น pilot บ้างเหมือนกันนะ ... ผมว่าถ้าเอาหุ่นเตะบอลนี่ มาใส่กล้อง ใส่ปืนพลังแม่เหล็ก ติดที่บรรจุกระสุนเข้าไป ฉายภาพจากคอมขึ้นจอรึจะเอาไปสวมหัวเพื่อความสมจริง แล้วควบคุมจากหน้าจอ เล่นแบ่งทีมสู้กันแบบ paint ball ... มันอาจจะสนุกก็ได้นะ!!!!

นึกจินตนาการต่อไปอีกไกล เอาตัวจับแรงสั่นสะเทือนไปแปะ ๆ ไว้ทีุ่หุ่น เพื่อวัดว่าโดนโจมตีเสียหายแค่ไหน ( หุ่นมันแพงอะ คงต้องทำเกราะแข็ง ๆ ไม่ให้เจ๊งซะก่อน ) สร้างสนามจำลอง เป็น battle field เพื่อจะได้มีที่หลบ แล้วก็ให้เด็กสองทีม บังคับหุ่นยนต์ไล่โจมตีกัน!!! กติกาก็แบบ paint ball ไปชิงธงฝ่ายตรงข้ามได้ ไม่ก็ยิงฝ่ายตรงข้ามให้ตายหมด

โอววววววว ... อยากเล่น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

ลงรายละเอียดเพิ่มเติมในแง่อื่นบ้าง
ถ้าหาลานว่างสักที่ แถว ๆ สยาม ทำสนาม ติดกล้อง คิดค่าชั่วโมงการเล่น ก็อาจจะมีรายได้จากการจัดการแข่งขันก็ได้นะ แล้วก็สามารถพัฒนาความสามารถของหุ่น กับประโยชน์ให้หลากหลายมากขึ้น
  • ทำการ์ดความสามารถ หรืออาวุธพิเศษ (ก็เอา การ์ด RFID ไม่ก็ barcode ธรรมดา ๆ ) อย่างเช่น การ์ดเพิ่มความเร็ว หุ่นจะเร็วขึ้น 20% รึการ์ด observer จะเห็นภาพจากกล้องด้านบนได้ เป็นเวลา ... นาที - จะได้ขายของต่อได้ 555+ ขายการ์ดเอาตังอีกที แล้วให้มันเลือกใช้เอาเป็น item รึถ้าขายไม่ออก ก็เอาไว้ให้เลือกเป็นความสามารถเสริม เพื่อทำให้เกมการเล่นหลากหลายมากขึ้น แล้วแต่ว่า แต่ละคนจะถนัดการ์ดชุดไหน ยุทธวิธีแบบไหน
  • ทำหุ่นให้ มีมาตรฐานมากขึ้น ความซับซ้อนน้อยลง แต่ปรับแต่งได้มากขึ้น อย่างทำ port หรือ joint ไว้ต่อเชื่อมอุปกรณ์ได้ อีกสามสี่ตัว ให้เค้าเลือก ไอเท็มหรือชิ้นส่วนมากติดตั้งในตำแหน่งที่ต้องการเองได้ ปรับความสามารถเองได้ แต่ต้องสร้างจาก standard model (จริง ๆ ถ้าทำไปเยอะ ๆ จนราคาหุ่นมันถูก ก็คงเหมือนสมัยแข่งรถทามิย่า ... เด็กมันหาเงินมาซื้ออะไรทำเครื่องเอง จูนเองเลย ... สมัยนั้นจำได้ว่า ด้วยความรู้ชั้นประถมแต่ว่าแม้แต่มอร์เตอร์เราก็พันเอง ฉะลุโครงรถเอง เลือกชุดเกียร์มาประกอบเอง 555+) - ตรงนี้ ถ้าทีมวิจัยหุ่น พัฒนา และศึกษา จากพวกเด็กที่มาเล่น ความคิดเห็นของเด็กน่าจะมีประโยชน์มาก ๆ เพราะเราจะได้โมเดลที่ ตอบโจทย์ได้หลากหลาย แต่ใช้ง่าย ไม่แน่อาจจะเอาไปประยุกต์ใช้กับงานอื่น ๆ ได้มากขึ้น ... เป็นหุ่น opensource ไปเลย จะำทำ plugin หรือแก้ core ก็สุดแล้วแต่จินตนาการ
  • ในส่วนของของผู้เล่น ก็จะได้ประสบการณ์การเล่นเหมือนเล่นเกม FPS เพียงแต่รอบนี้มีตัวไปวิ่งไล่ยิงกันจริง ๆ เล่นจริง เจ็บจริง (หุ่นนะ) น่าจะให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ไปอีกอย่าง นึกดูว่า ไปวิ่งไล่ยิงกันใต้ตึกภาพ จากมุมมอง ระดับตาตุ่ม 555+ มันส์ ๆ ไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันจะสนุกหรือน่าเบื่อ แต่โดยทัศนะของผมเอง ผมว่าภาพจริง สภาพจริง น่าจะสนุก อย่าง counter เล่นฉากเดิม ๆ ตั้งนาน ตอนนี้ก็ยังเห็นคนเล่น ๆ กันอยู่เลย
  • เนื่องจากมันเป็นโลกจริง ๆ สนามแข่งก็ขนาด small size ทำให้มีคนดูได้ไม่ยาก เราก็จะเห็นคนบังคับหุ่นสู้ ๆ กันอยู่ในสนาม มันก็น่าจะได้ลุ้น แล้วก็สนุกเหมือนกันนะ จะมีกลิ่นอายความเป็นกีฬาที่น่าเชียร์มากกว่าที่เป็นหุ่นเตะบอลตอนนี้ (นี่ถ้าไม่ใช่เมืองพุทธ ก็เปิดโต๊ะแทงด้่วยเลย คงระดมทุนไปสนับสนุนนักกีฬากับนักวิจัยได้ไม่น้อย)
  • ผู้ให้บริการ ก็ทำการตลาด จัด league แข่งเอารางวัลประจำปี หรือครึ่งปี จัดทีมสู้ ทำระบบคิดเงิน ให้เงินสนับสนุนการวิจัยส่วนต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงสนามบ่อย ๆ ให้ได้อารมณ์หลากหลายในแต่ละเดือน ถ้าไม่เพ้อเจ้อเกินไปนัก ผมว่าก็น่าจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรไม่น้อยเลยนะ (ไปขอ add ลง robocup จะได้จัด league ระดับโลกด้วย 555+) บริหารความเปลี่ยนแปลงและควบคุมการออก feature ใหม่มาเรื่อย ๆ
. . . จะว่าไปผมก็อยากเห็นนะว่ามันจะเป็นไปได้รึเปล่า ถึงจะเป็นฝันบ้า ๆ ในวันว่าง ๆ แต่ว่า ก็นึกไม่ออกว่าจะหาเงินสนับสนุนจากไหนได้มากมาย ถ้าหาก ไม่มีเทคโนโลยีไปให้ภาคอุตสาหกรรม

ถ้าใช้วิธีนี้ อย่างน้อย ถ้ามันทำเงินได้ นอกจากจะได้สนามจริง ในการทดสอบเทคโนโลยีแล้ว มันยังมีโมเดลหาเงิน เพื่อใช้ในการเลี้ยงตัวเองได้ด้วย

และประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดคือ เด็ก ๆ ที่มาเล่นกัน สนใจวิศวกรรมหุ่นยนต์ตั้งแต่ อายุน้อย ๆ . . . มาติดอันนี้ มันก็ดีกว่าไปติดเกมเยอะเลย . . . ว่าไปก็หลับตาพริ้มนึกภาพ เด็กรุ่น RoboWar พอมันโตเข้ามหาลัย . . . *0*

แจ่ม