วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

อะไรจะเกิดขึ้น?

ตอนกำลังเคลียข้อมูลเก่าเก็บ เอามาเปิด ๆ ดู เจอ file และข้อความประหลาด ๆ เก็บเอาไว้อยู่เต็มไปหมด ถึงจำไม่ได้แล้วว่าเขียนข้อความด้านล่างนี้ไว้ทำไม หรือตอนนั้นคิดอะไรอยู่ แต่อ่าน ๆ ดูแล้วน่าสนใจก็เอามาแปะไว้ละกัน

2549/6/14=======================================================================

ในอนาคต 60% ของเนื้อหาต่าง ๆ ที่เรารับจะไม่ได้มาจากมืออาชีพ แต่จะมาจากมือสมัครเล่นในกลุ่มผู้บริโภค สินค้าหรือบริการสมัยใหม่จะต้องต่อสู้เพื่อชุมชน คนที่สร้างชุมชนที่สร้างสรรค์ที่สุดจะชนะ และนี่เป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดของผู้สร้าง จากสินค้า มาเป็น ประสบการณ์...

ถ้าโทรศัพท์มือถือสามารถเปิดเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย สามารถเปิดดูโปรแกรมแผนที่ได้ ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต Wi-fi ตามสถานที่ต่างๆ หันมาใช้ระบบเดียวกัน ผู้ใช้สามารถซื้อ access pass ครั้งเดียวแล้วใช้อินเทอร์เน็ตที่ไหนก็ได้ ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าเครื่อง E-book Reader ที่มีน้ำหนักเบา ม้วนได้ ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าความเร็วของอินเทอร์เน็ตก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น สามารถโหลดรายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์เรื่องยาวมาดูได้แบบภาพคมชัด เสียงกระหึ่มเหมือนดูในโรง ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ใครที่ก้าวตามเทคโนโลยี และคอยปรับตัวตามอยู่เสมอ ย่อมคว้าโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ได้ก่อนคนอื่น และได้รับสิทธิ์ที่จะเป็นมหาเศรษฐีในยุคไฮเทคได้ก่อนคนอื่นด้วย

แต่ใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจอยู่แล้ว ถ้าหากนิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไม่ปรับตัวตามโลกที่พัฒนามากขึ้น ก็อาจจะได้รับความเสียหายและอาจจะล้มหายตายจากไปในที่สุดได้

=================================================================

สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดคือ เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนเราจะคิดเรื่องดี ๆ ได้ตั้งหลายเรื่อง ... แต่มัวแต่ไปทำอย่างอื่น จนลืมไอเดียดี ๆ ไปซะหมด

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กระเป๋าเดินทาง

เดี๋ยวจะได้ไปต่างประเทศ ผมเลยไปยืมกระเป๋าเดินทางเพื่อนมา

ด้วยความซน ผมเลยทำกรเป๋าล๊อก และก็ไม่รู้รหัสเปิด

ทีแรกก็ตกใจ นึกว่าจะต้องสุ่มตัวเลขพันตัว เพื่อหารหัสซะอีก

Search google ด้วย keyword ง่าย ๆ ตรง ๆ มีวิธีเปิดกระเป๋านับไม่ถ้วน

ทั้งแบบ lock ด้วยรหัส lock สองชั้น lock ด้วยแม่กุญแจซ้ำอีกชั้น ก็ยังเปิดได้อยู่ดี

ผมลองแล้วใช้แค่การสังเกตและเวลาไม่ถึงนาที เราก็ได้รหัสเปิดกระเป๋านั่นได้แล้ว

นี่ขนาดมือใหม่ ยังใช้เวลาแค่นี้ มือเก๋าคงใช้เวลาน้อยกว่านี้อีกมาก

เพราะผมไปลองที่ห้างมาแล้ว กระเป๋าเดินทางส่วนมาก ใช้วิธีเปิดคล้าย ๆ กันนี้เปิดได้หมด

บางรุ่นยากหน่อย แต่ก็เปิดได้อยู่ดี

ใครที่เดินทางก็ระวังเรื่องกระเป๋าด้วยนะครับ ถ้าจะให้ดี ก็เอาพลาสติกหุ้มทั้งอันเลย

อย่างน้อยโจรจะได้หมดกำลังใจเปิด เพราะมันเปิดง่ายจริง ๆ

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ฟ้าสั่งมา


เมื่อวันก่อน:
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับA : พี่ที่บริษัท ชวนไปลานเบียร์
B : กำลังหนาวเลย เข้าช่วงเทศกาลกันพอดี ดื่มเบียร์กับคอนเสิร์ต
A : แต่ผมถือศีลครับ ไม่ดื่มเหล้ามานานแล้ว ผมหันไปมองหน้าพี่เค้าเลย
B : ปฏิเสธ!!!
A : ไปครับ!!!
B : ...

วันต่อมา:
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : กำลังจะไปขึ้นรถไฟฟ้า เรื่องลานเบียร์เมื่อวานยังคิดไม่ตก ว่าจะกินรึไม่กินดี
B : ต่อสู้กับด้านมืดสินะครับ
A : กำลังคิดอยู่ดี ๆ มีรถตุ๊ก ๆ ผูกธงสีชมพูวิ่งมาครับ แล้วก็มีคนวิ่งลงจากรถมาหา ยัดโบรชัวใส่มือ
แล้วมันก็บอกว่า "อย่าดื่มเหล้านะครับ ๆ ๆ" แล้วก็ขี่ผ่านไป
B : จริงดิ!!!
A : ขนลุกซู่เลยครับ

Proof The Secret

เมื่อกว่าเดือนก่อน เริ่มมีความคิดที่ว่า อยากลองทำงานวิทยากรดูบ้าง

สามวันต่อมาเรารู้ว่า ไม่ใช่แค่คิดจะเป็นก็เป็นได้ ถ้าไม่ใช่ว่า เก่งมาทำมาด้านนี้จริง ๆ แค่จะหางานด้านนี้ก็ยากแล้ว ไม่รู้ต้องเรียน ดอกเตอร์ก่อนรึเปล่า ผมลองถามเพื่อนที่ทำบริษัทรับจัดพวกนี้ เค้าบอกวิทยากรเค้าแต่ละคน profile อย่างน้อย 5 แผ่น!!! ใน 1 แผ่นมีหลายบรรทัด แต่ละบรรทัด คือ 1 ตำแหน่งหรืองาน ที่เคยไปทำ *0* ข้าพเจ้า หมดสิทธิตั้งแต่สมัครเลย

ด้วยความที่ยังอยากทำอยู่ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ผมเลยว่าจะลองเลือกวิธีที่ ผมเองก็ไม่คิดว่ามันจะทำได้ดู

The Secret บอกไว้ กล้าขอ ก็กล้าให้

ขอกันดื้อ ๆ "อยากเป็นวิทยากร ขอให้ได้เป็นวิทยากร"

ดูมันติงต๊องไปหน่อย ขอแค่นี้จะได้จริง ๆ เหรอวะ

วันต่อมาเลยไปหา The Secret มาอ่านอีกครั้งโดยละเอียด

หลังจากนั้นก็นั่งนึกภาพตัวเองจะเป็นวิทยากรทุกวัน

สามวันต่อมา เพราะคิดถึงมันทุกวัน ความคิดเลยเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ตอนนี้คำขอเป็น "จะมีีคนมาเชิญไปเป็นวิทยากรใน 1 เดือน แล้วก็ได้ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนในช่วงวันว่าง"
เค้าบอกให้ใส่ช่วงเวลาด้วย ผมเลยใส่ไปเวอร์ ๆ เลย 1 เดือน ส่วนที่เป็นอาจารย์นี่ เพราะคิดว่า ถ้าจะทำจริง ๆ จัง ๆ เราน่าจะต้องหาประสบการณ์ก่อน เลยปิ๊งขึ้นมาว่าน่าจะไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ต้องทำงานประจำอยู่เลยอยากสอนตอนว่าง ๆ เท่านั้น

ขอเสร็จแล้ว ... ก็นั่งฝัน ๆ ไป 1 สัปดาห์ โดยที่ยังนึกไม่ออกเลยว่า มันจะเป็นไปได้ไง แต่ก็ยังเชื่อว่าเดี๋ยวมันต้องได้ชัวร์

และแล้ว ก็มีโทรศัพท์มา จากลูกค้ารายนึงที่ เคยไป present ไว้ แล้วบังเอิญเค้าเกิดถูกใจ เลยอยากเชิญให้ไปเป็นวิทยากรให้กับคนในองค์กร *0*

ผ่านไปอีกไม่กี่วัน
บังเอิญต้องไปคุยงานที่มหาลัยแห่งหนึ่ง
บังเอิญขอว่ามาสอนที่นี่ก็ดี
บังเอิญหิว เลยไปหาอะไรกินก่อนไปคุยงาน
บังเอิญไม่มีแบ๊งค์ย่อย
บังเอิญมี family mart อยู่ไม่ไกล
บังเอิญขณะเดินไปแลกเงินแล้วเพื่อนจำหุ่นได้
บังเอิญสนิทกันเพื่อนเลยทัก
บังเอิญชวนเพื่อนกินข้าว เลยได้นึ่งกินข้าวไปคุยไป
บังเอิญรู้ว่าเพื่อนทั้งสองคนนั้นสอนอยู่ที่นั่นด้วย
บังเอิญว่ากำลังอยากเป็นครูเลยเล่าให้เพื่อนฟัง
บังเอิญเพื่อนบอกว่าคณะเค้าก็กำลังหาคน
คุยงานเสร็จ โทรหาเพื่อน
บังเอิญหัวหน้าภาคอยู่
บังเอิญมีเพื่อนสอนอยู่ด้วย
บังเอิญขาดคนด้านที่เราถนัด
บังเอิญสอนวันเสาร์อาทิตย์ได้ไม่รบกวนงานประจำ
บังเอิญรายได้ดีซะด้วย
บังเอิญ ถูกใจหมดเลย จะได้เป็นคุณครูแล้ว!!!

ผ่านมาอีกสองสามสัปดาห์ วันนี้ผมก็พึ่งไปเป็นวิทยากรเสร็จมาหมาด ๆ
แอบตื่นเต้นเหมือนกัน กับการเป็นวิทยากรในห้องขนาด 100 คน ที่มีแต่คนอายุมากกว่าเต็มห้อง
แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี และก็คิดว่าทำได้ดี อย่างที่เคยฝันเอาไว้มาเป็นเดือน


จริง ๆ ผมตื่นเต้นกับคำขอที่เป็นจริงมากกว่าตื่นเต้นกับการเป็นวิทยากรซะอีก
ตอนถือไมค์อยู่หน้าห้องยังนึกอยุ่แล้ว "กูมาอยู่ตรงนี้ได้ไงวะ"

ไม่รู้เหมือนกันว่า กฏแห่งการดึงดูด มันจริงหรือมไ่ม่จริง ... แต่ตอนนี้ผมเริ่มเชื่อแล้วหละ ว่าโลกเรานี้ กล้าขอ ก็กล้าให้จริง ๆ

ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ผมก็กะว่าจะลองขออะไรที่มันยิ่งใหญ่ขึ้นดู ใช้บ่อย ๆ ความมั่นใจมากขึ้น ก็กล้าขอของที่มันยากจะเชื่อว่าจะได้มามากขึ้นด้วย ... หึ หึ หึ

ใครอยากได้อะไร ลองหา The Secret มาอ่านดูนะ

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ถอดรหัส ศก.พอเพียงกับไอทีไทย ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

คัดลอกจาก website : http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02com02060852&sectionid=0209&day=2009-08-06
ชอบเลยเอามาแปะไว้ครับ

----------------------------------------------------------------------------------
วันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4129 ประชาชาติธุรกิจ

ถอดรหัส ศก.พอเพียงกับไอทีไทย ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล


อาจดูแปลกๆ ที่จู่ๆ ก็นำเสนอ บทสัมภาษณ์ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา มาพูดคุยเรื่องไอซีที

ขณะที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะพูดคุยให้ ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้

แต่วันนี้ ดร.สุเมธเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมุมมองเรื่องไอที แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีทีแต่มุมมองการพัฒนาไอซีทีจากคนวงนอกวัย 70 ปี ที่ ดร.สุเมธบอกว่า คนแก่ไม่ใช่ ความรู้เยอะ แต่เห็นข้อผิดพลาดเยอะ

"วันนี้การใช้ไอทีของบ้านเราเกินครึ่งใช้ไปในเรื่องไร้สาระ เพราะเมืองไทยทำอะไรไม่มีฟาวเดชั่น พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังไม่มีใครเข้าใจ สิ่งสำคัญจะทำอะไรต้องวางรากฐานในแน่นก่อน เพราะสร้างบ้านยังไม่ทันลงเสาเข็มเลย ติดประตูหน้าต่าง ขนเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เข้าไปบ้านก็พัง นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤต"

สมัยที่รับราชการประเทศไทยพูดถึงการพัฒนาไอทีก็จะมุ่งไปที่การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ สมัยก่อนก็ต้องเป็นแอปเปิล แมคอินทอช โทรศัพท์มือถือยาวเท่าศอก แล้วที่สุดการพัฒนาไอทีของไทยก็เข้าไปสู่ฮาร์ดแวร์ โดยไม่ได้วางรากฐานเรื่องคนทำให้วิ่งไล่ซื้อฮาร์ดแวร์กันไป ไฮเวย์ต่างๆ ก็ไม่ได้วาง

ขณะที่ประเทศสิงคโปร์วางแผนพัฒนาไอทีประเทศ โดยนโยบายที่ประกาศออกมาข้อแรกคือ ห้ามหน่วยราชการต่างๆ ซื้อคอมพิวเตอร์ แต่ให้สหรัฐมาวางโปแกรมพัฒนาคนไอที วางหลักสูตรในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อผลิตคน พร้อมๆ กับการวางเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พอปีที่ 3-4 คนก็จบออกมาก็พอดีกับการวางโครงสร้างพื้นฐานเรียบร้อย ทำให้คนที่ออกมามีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปสร้างประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า

แต่สำหรับเมืองไทยช่างที่เก่งๆ ของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะเป็นการเริ่มจากภาคปฏิบัติมาเป็นผู้ชำนาญการ แต่พอไปถึงระดับหนึ่งก็ไม่สามารถต่อยอดได้

นอกจากนี้อาจารย์สุเมธกล่าวว่า หลักของความพอเพียงสำหรับการใช้ไอทีเป็นหลักการเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เรื่องการประหยัด แต่ความพอเพียงในเรื่องของไอทีก็คือความมั่นคง ความสมดุล ยั่งยืน แต่ที่ผ่านมาเมืองไทยไม่ได้สร้างรากฐานให้มั่นคง ยั่งยืน ทำให้วันนี้การใช้ ไอทีเป็นการใช้ในเรื่องสาระและความบันเทิงมากกว่าการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ การลงทุนไอทีไทยก็เหมือนเอ็นพีแอล ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า กู้เงินมาแล้วไม่ได้ก่อให้เกิดกำไร

"เราไม่ได้สร้างฐานไว้อย่างมั่นคง การต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าก็เป็นเรื่องยาก" ดร.สุเมธกล่าวและว่า

ทางแก้ไขก็คือต้องปรับแก้กันที่ระบบ อย่างที่คนนิยมพูดกันคือต้องบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพูดกันแต่ไม่มีการลงมือทำ เมืองไทยมีทุกอย่าง แผนก็มี แต่เวลาเดินก็ไม่ได้เดินตามแผน "อย่างตอนนี้ตัวเองได้โทรศัพท์มือถือโนเกีย เอ็น 97 มาเครื่องนึง ซัพเฟอร์มาประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว ใช้ไม่คุ้มค่า ตอนแรกแค่รับก็ทำไม่ได้ มูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นบาท ดังนั้นการที่จะใช้ให้คุ้มค่าผมก็ต้องเรียนรู้ เลิร์น ทู แมกซิไมซ์ การใช้จึงจะเกิดความคุ้มค่า"

เทคโนโลยีทำได้ทุกอย่าง แต่ปัญญาของเรายังทำไม่ได้ ดังนั้นประโยชน์จะเกิดขึ้นได้ ปัญญาต้องเกิดขึ้นด้วย

เช่นเดียวกับการลงทุนไอทีของประเทศ ลงทุนเป็นแสนล้านแต่นำมาใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพราะประเทศไทยไม่ได้วางรากฐานสร้างปัญญาให้กับคน