ตอนกำลังเคลียข้อมูลเก่าเก็บ เอามาเปิด ๆ ดู เจอ file และข้อความประหลาด ๆ เก็บเอาไว้อยู่เต็มไปหมด ถึงจำไม่ได้แล้วว่าเขียนข้อความด้านล่างนี้ไว้ทำไม หรือตอนนั้นคิดอะไรอยู่ แต่อ่าน ๆ ดูแล้วน่าสนใจก็เอามาแปะไว้ละกัน
2549/6/14=======================================================================
ในอนาคต 60% ของเนื้อหาต่าง ๆ ที่เรารับจะไม่ได้มาจากมืออาชีพ แต่จะมาจากมือสมัครเล่นในกลุ่มผู้บริโภค สินค้าหรือบริการสมัยใหม่จะต้องต่อสู้เพื่อชุมชน คนที่สร้างชุมชนที่สร้างสรรค์ที่สุดจะชนะ และนี่เป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดของผู้สร้าง จากสินค้า มาเป็น ประสบการณ์...
ถ้าโทรศัพท์มือถือสามารถเปิดเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย สามารถเปิดดูโปรแกรมแผนที่ได้ ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?
ถ้าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต Wi-fi ตามสถานที่ต่างๆ หันมาใช้ระบบเดียวกัน ผู้ใช้สามารถซื้อ access pass ครั้งเดียวแล้วใช้อินเทอร์เน็ตที่ไหนก็ได้ ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?
ถ้าเครื่อง E-book Reader ที่มีน้ำหนักเบา ม้วนได้ ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?
ถ้าความเร็วของอินเทอร์เน็ตก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น สามารถโหลดรายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์เรื่องยาวมาดูได้แบบภาพคมชัด เสียงกระหึ่มเหมือนดูในโรง ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?
ใครที่ก้าวตามเทคโนโลยี และคอยปรับตัวตามอยู่เสมอ ย่อมคว้าโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ได้ก่อนคนอื่น และได้รับสิทธิ์ที่จะเป็นมหาเศรษฐีในยุคไฮเทคได้ก่อนคนอื่นด้วย
แต่ใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจอยู่แล้ว ถ้าหากนิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไม่ปรับตัวตามโลกที่พัฒนามากขึ้น ก็อาจจะได้รับความเสียหายและอาจจะล้มหายตายจากไปในที่สุดได้
=================================================================
สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดคือ เมื่อนานมาแล้วดูเหมือนเราจะคิดเรื่องดี ๆ ได้ตั้งหลายเรื่อง ... แต่มัวแต่ไปทำอย่างอื่น จนลืมไอเดียดี ๆ ไปซะหมด
วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
กระเป๋าเดินทาง
เดี๋ยวจะได้ไปต่างประเทศ ผมเลยไปยืมกระเป๋าเดินทางเพื่อนมา
ด้วยความซน ผมเลยทำกรเป๋าล๊อก และก็ไม่รู้รหัสเปิด
ทีแรกก็ตกใจ นึกว่าจะต้องสุ่มตัวเลขพันตัว เพื่อหารหัสซะอีก
Search google ด้วย keyword ง่าย ๆ ตรง ๆ มีวิธีเปิดกระเป๋านับไม่ถ้วน
ทั้งแบบ lock ด้วยรหัส lock สองชั้น lock ด้วยแม่กุญแจซ้ำอีกชั้น ก็ยังเปิดได้อยู่ดี
ผมลองแล้วใช้แค่การสังเกตและเวลาไม่ถึงนาที เราก็ได้รหัสเปิดกระเป๋านั่นได้แล้ว
นี่ขนาดมือใหม่ ยังใช้เวลาแค่นี้ มือเก๋าคงใช้เวลาน้อยกว่านี้อีกมาก
เพราะผมไปลองที่ห้างมาแล้ว กระเป๋าเดินทางส่วนมาก ใช้วิธีเปิดคล้าย ๆ กันนี้เปิดได้หมด
บางรุ่นยากหน่อย แต่ก็เปิดได้อยู่ดี
ใครที่เดินทางก็ระวังเรื่องกระเป๋าด้วยนะครับ ถ้าจะให้ดี ก็เอาพลาสติกหุ้มทั้งอันเลย
อย่างน้อยโจรจะได้หมดกำลังใจเปิด เพราะมันเปิดง่ายจริง ๆ
ด้วยความซน ผมเลยทำกรเป๋าล๊อก และก็ไม่รู้รหัสเปิด
ทีแรกก็ตกใจ นึกว่าจะต้องสุ่มตัวเลขพันตัว เพื่อหารหัสซะอีก
Search google ด้วย keyword ง่าย ๆ ตรง ๆ มีวิธีเปิดกระเป๋านับไม่ถ้วน
ทั้งแบบ lock ด้วยรหัส lock สองชั้น lock ด้วยแม่กุญแจซ้ำอีกชั้น ก็ยังเปิดได้อยู่ดี
ผมลองแล้วใช้แค่การสังเกตและเวลาไม่ถึงนาที เราก็ได้รหัสเปิดกระเป๋านั่นได้แล้ว
นี่ขนาดมือใหม่ ยังใช้เวลาแค่นี้ มือเก๋าคงใช้เวลาน้อยกว่านี้อีกมาก
เพราะผมไปลองที่ห้างมาแล้ว กระเป๋าเดินทางส่วนมาก ใช้วิธีเปิดคล้าย ๆ กันนี้เปิดได้หมด
บางรุ่นยากหน่อย แต่ก็เปิดได้อยู่ดี
ใครที่เดินทางก็ระวังเรื่องกระเป๋าด้วยนะครับ ถ้าจะให้ดี ก็เอาพลาสติกหุ้มทั้งอันเลย
อย่างน้อยโจรจะได้หมดกำลังใจเปิด เพราะมันเปิดง่ายจริง ๆ
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ฟ้าสั่งมา
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับA : พี่ที่บริษัท ชวนไปลานเบียร์
B : กำลังหนาวเลย เข้าช่วงเทศกาลกันพอดี ดื่มเบียร์กับคอนเสิร์ต
A : แต่ผมถือศีลครับ ไม่ดื่มเหล้ามานานแล้ว ผมหันไปมองหน้าพี่เค้าเลย
B : ปฏิเสธ!!!
A : ไปครับ!!!
B : ...
วันต่อมา:
A : วันก่อนครับ
B : ยังไงครับ
A : กำลังจะไปขึ้นรถไฟฟ้า เรื่องลานเบียร์เมื่อวานยังคิดไม่ตก ว่าจะกินรึไม่กินดี
B : ยังไงครับ
A : กำลังจะไปขึ้นรถไฟฟ้า เรื่องลานเบียร์เมื่อวานยังคิดไม่ตก ว่าจะกินรึไม่กินดี
B : ต่อสู้กับด้านมืดสินะครับ
A : กำลังคิดอยู่ดี ๆ มีรถตุ๊ก ๆ ผูกธงสีชมพูวิ่งมาครับ แล้วก็มีคนวิ่งลงจากรถมาหา ยัดโบรชัวใส่มือ

แล้วมันก็บอกว่า "อย่าดื่มเหล้านะครับ ๆ ๆ" แล้วก็ขี่ผ่านไป
B : จริงดิ!!!
A : ขนลุกซู่เลยครับ
Proof The Secret
เมื่อกว่าเดือนก่อน เริ่มมีความคิดที่ว่า อยากลองทำงานวิทยากรดูบ้าง
สามวันต่อมาเรารู้ว่า ไม่ใช่แค่คิดจะเป็นก็เป็นได้ ถ้าไม่ใช่ว่า เก่งมาทำมาด้านนี้จริง ๆ แค่จะหางานด้านนี้ก็ยากแล้ว ไม่รู้ต้องเรียน ดอกเตอร์ก่อนรึเปล่า ผมลองถามเพื่อนที่ทำบริษัทรับจัดพวกนี้ เค้าบอกวิทยากรเค้าแต่ละคน profile อย่างน้อย 5 แผ่น!!! ใน 1 แผ่นมีหลายบรรทัด แต่ละบรรทัด คือ 1 ตำแหน่งหรืองาน ที่เคยไปทำ *0* ข้าพเจ้า หมดสิทธิตั้งแต่สมัครเลย
ด้วยความที่ยังอยากทำอยู่ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ผมเลยว่าจะลองเลือกวิธีที่ ผมเองก็ไม่คิดว่ามันจะทำได้ดู
The Secret บอกไว้ กล้าขอ ก็กล้าให้
ขอกันดื้อ ๆ "อยากเป็นวิทยากร ขอให้ได้เป็นวิทยากร"
ดูมันติงต๊องไปหน่อย ขอแค่นี้จะได้จริง ๆ เหรอวะ
วันต่อมาเลยไปหา The Secret มาอ่านอีกครั้งโดยละเอียด
หลังจากนั้นก็นั่งนึกภาพตัวเองจะเป็นวิทยากรทุกวัน
สามวันต่อมา เพราะคิดถึงมันทุกวัน ความคิดเลยเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ตอนนี้คำขอเป็น "จะมีีคนมาเชิญไปเป็นวิทยากรใน 1 เดือน แล้วก็ได้ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนในช่วงวันว่าง"
เค้าบอกให้ใส่ช่วงเวลาด้วย ผมเลยใส่ไปเวอร์ ๆ เลย 1 เดือน ส่วนที่เป็นอาจารย์นี่ เพราะคิดว่า ถ้าจะทำจริง ๆ จัง ๆ เราน่าจะต้องหาประสบการณ์ก่อน เลยปิ๊งขึ้นมาว่าน่าจะไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ต้องทำงานประจำอยู่เลยอยากสอนตอนว่าง ๆ เท่านั้น
ขอเสร็จแล้ว ... ก็นั่งฝัน ๆ ไป 1 สัปดาห์ โดยที่ยังนึกไม่ออกเลยว่า มันจะเป็นไปได้ไง แต่ก็ยังเชื่อว่าเดี๋ยวมันต้องได้ชัวร์
และแล้ว ก็มีโทรศัพท์มา จากลูกค้ารายนึงที่ เคยไป present ไว้ แล้วบังเอิญเค้าเกิดถูกใจ เลยอยากเชิญให้ไปเป็นวิทยากรให้กับคนในองค์กร *0*
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน
บังเอิญต้องไปคุยงานที่มหาลัยแห่งหนึ่ง
บังเอิญขอว่ามาสอนที่นี่ก็ดี
บังเอิญหิว เลยไปหาอะไรกินก่อนไปคุยงาน
บังเอิญไม่มีแบ๊งค์ย่อย
บังเอิญมี family mart อยู่ไม่ไกล
บังเอิญขณะเดินไปแลกเงินแล้วเพื่อนจำหุ่นได้
บังเอิญสนิทกันเพื่อนเลยทัก
บังเอิญชวนเพื่อนกินข้าว เลยได้นึ่งกินข้าวไปคุยไป
บังเอิญรู้ว่าเพื่อนทั้งสองคนนั้นสอนอยู่ที่นั่นด้วย
บังเอิญว่ากำลังอยากเป็นครูเลยเล่าให้เพื่อนฟัง
บังเอิญเพื่อนบอกว่าคณะเค้าก็กำลังหาคน
คุยงานเสร็จ โทรหาเพื่อน
บังเอิญหัวหน้าภาคอยู่
บังเอิญมีเพื่อนสอนอยู่ด้วย
บังเอิญขาดคนด้านที่เราถนัด
บังเอิญสอนวันเสาร์อาทิตย์ได้ไม่รบกวนงานประจำ
บังเอิญรายได้ดีซะด้วย
บังเอิญ ถูกใจหมดเลย จะได้เป็นคุณครูแล้ว!!!
ผ่านมาอีกสองสามสัปดาห์ วันนี้ผมก็พึ่งไปเป็นวิทยากรเสร็จมาหมาด ๆ
แอบตื่นเต้นเหมือนกัน กับการเป็นวิทยากรในห้องขนาด 100 คน ที่มีแต่คนอายุมากกว่าเต็มห้อง
แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี และก็คิดว่าทำได้ดี อย่างที่เคยฝันเอาไว้มาเป็นเดือน
จริง ๆ ผมตื่นเต้นกับคำขอที่เป็นจริงมากกว่าตื่นเต้นกับการเป็นวิทยากรซะอีก
ตอนถือไมค์อยู่หน้าห้องยังนึกอยุ่แล้ว "กูมาอยู่ตรงนี้ได้ไงวะ"
ไม่รู้เหมือนกันว่า กฏแห่งการดึงดูด มันจริงหรือมไ่ม่จริง ... แต่ตอนนี้ผมเริ่มเชื่อแล้วหละ ว่าโลกเรานี้ กล้าขอ ก็กล้าให้จริง ๆ
ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ผมก็กะว่าจะลองขออะไรที่มันยิ่งใหญ่ขึ้นดู ใช้บ่อย ๆ ความมั่นใจมากขึ้น ก็กล้าขอของที่มันยากจะเชื่อว่าจะได้มามากขึ้นด้วย ... หึ หึ หึ
สามวันต่อมาเรารู้ว่า ไม่ใช่แค่คิดจะเป็นก็เป็นได้ ถ้าไม่ใช่ว่า เก่งมาทำมาด้านนี้จริง ๆ แค่จะหางานด้านนี้ก็ยากแล้ว ไม่รู้ต้องเรียน ดอกเตอร์ก่อนรึเปล่า ผมลองถามเพื่อนที่ทำบริษัทรับจัดพวกนี้ เค้าบอกวิทยากรเค้าแต่ละคน profile อย่างน้อย 5 แผ่น!!! ใน 1 แผ่นมีหลายบรรทัด แต่ละบรรทัด คือ 1 ตำแหน่งหรืองาน ที่เคยไปทำ *0* ข้าพเจ้า หมดสิทธิตั้งแต่สมัครเลย
ด้วยความที่ยังอยากทำอยู่ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ผมเลยว่าจะลองเลือกวิธีที่ ผมเองก็ไม่คิดว่ามันจะทำได้ดู
The Secret บอกไว้ กล้าขอ ก็กล้าให้
ขอกันดื้อ ๆ "อยากเป็นวิทยากร ขอให้ได้เป็นวิทยากร"
ดูมันติงต๊องไปหน่อย ขอแค่นี้จะได้จริง ๆ เหรอวะ
วันต่อมาเลยไปหา The Secret มาอ่านอีกครั้งโดยละเอียด
หลังจากนั้นก็นั่งนึกภาพตัวเองจะเป็นวิทยากรทุกวัน
สามวันต่อมา เพราะคิดถึงมันทุกวัน ความคิดเลยเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ตอนนี้คำขอเป็น "จะมีีคนมาเชิญไปเป็นวิทยากรใน 1 เดือน แล้วก็ได้ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนในช่วงวันว่าง"
เค้าบอกให้ใส่ช่วงเวลาด้วย ผมเลยใส่ไปเวอร์ ๆ เลย 1 เดือน ส่วนที่เป็นอาจารย์นี่ เพราะคิดว่า ถ้าจะทำจริง ๆ จัง ๆ เราน่าจะต้องหาประสบการณ์ก่อน เลยปิ๊งขึ้นมาว่าน่าจะไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ต้องทำงานประจำอยู่เลยอยากสอนตอนว่าง ๆ เท่านั้น
ขอเสร็จแล้ว ... ก็นั่งฝัน ๆ ไป 1 สัปดาห์ โดยที่ยังนึกไม่ออกเลยว่า มันจะเป็นไปได้ไง แต่ก็ยังเชื่อว่าเดี๋ยวมันต้องได้ชัวร์
และแล้ว ก็มีโทรศัพท์มา จากลูกค้ารายนึงที่ เคยไป present ไว้ แล้วบังเอิญเค้าเกิดถูกใจ เลยอยากเชิญให้ไปเป็นวิทยากรให้กับคนในองค์กร *0*
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน
บังเอิญต้องไปคุยงานที่มหาลัยแห่งหนึ่ง
บังเอิญขอว่ามาสอนที่นี่ก็ดี
บังเอิญหิว เลยไปหาอะไรกินก่อนไปคุยงาน
บังเอิญไม่มีแบ๊งค์ย่อย
บังเอิญมี family mart อยู่ไม่ไกล
บังเอิญขณะเดินไปแลกเงินแล้วเพื่อนจำหุ่นได้
บังเอิญสนิทกันเพื่อนเลยทัก
บังเอิญชวนเพื่อนกินข้าว เลยได้นึ่งกินข้าวไปคุยไป
บังเอิญรู้ว่าเพื่อนทั้งสองคนนั้นสอนอยู่ที่นั่นด้วย
บังเอิญว่ากำลังอยากเป็นครูเลยเล่าให้เพื่อนฟัง
บังเอิญเพื่อนบอกว่าคณะเค้าก็กำลังหาคน
คุยงานเสร็จ โทรหาเพื่อน
บังเอิญหัวหน้าภาคอยู่
บังเอิญมีเพื่อนสอนอยู่ด้วย
บังเอิญขาดคนด้านที่เราถนัด
บังเอิญสอนวันเสาร์อาทิตย์ได้ไม่รบกวนงานประจำ
บังเอิญรายได้ดีซะด้วย
บังเอิญ ถูกใจหมดเลย จะได้เป็นคุณครูแล้ว!!!
ผ่านมาอีกสองสามสัปดาห์ วันนี้ผมก็พึ่งไปเป็นวิทยากรเสร็จมาหมาด ๆ
แอบตื่นเต้นเหมือนกัน กับการเป็นวิทยากรในห้องขนาด 100 คน ที่มีแต่คนอายุมากกว่าเต็มห้อง
แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี และก็คิดว่าทำได้ดี อย่างที่เคยฝันเอาไว้มาเป็นเดือน
จริง ๆ ผมตื่นเต้นกับคำขอที่เป็นจริงมากกว่าตื่นเต้นกับการเป็นวิทยากรซะอีก
ตอนถือไมค์อยู่หน้าห้องยังนึกอยุ่แล้ว "กูมาอยู่ตรงนี้ได้ไงวะ"
ไม่รู้เหมือนกันว่า กฏแห่งการดึงดูด มันจริงหรือมไ่ม่จริง ... แต่ตอนนี้ผมเริ่มเชื่อแล้วหละ ว่าโลกเรานี้ กล้าขอ ก็กล้าให้จริง ๆ
ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น ผมก็กะว่าจะลองขออะไรที่มันยิ่งใหญ่ขึ้นดู ใช้บ่อย ๆ ความมั่นใจมากขึ้น ก็กล้าขอของที่มันยากจะเชื่อว่าจะได้มามากขึ้นด้วย ... หึ หึ หึ
ใครอยากได้อะไร ลองหา The Secret มาอ่านดูนะ
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ถอดรหัส ศก.พอเพียงกับไอทีไทย ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
คัดลอกจาก website : http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02com02060852§ionid=0209&day=2009-08-06
อาจดูแปลกๆ ที่จู่ๆ ก็นำเสนอ บทสัมภาษณ์ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิ ชัยพัฒนา มาพูดคุยเรื่องไอซีที
ขณะที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะพูดคุยให้ ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้
แต่วันนี้ ดร.สุเมธเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมุมมองเรื่องไอที แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีทีแต่มุมมองการพัฒนาไอซีทีจากคนวงนอกวัย 70 ปี ที่ ดร.สุเมธบอกว่า คนแก่ไม่ใช่ ความรู้เยอะ แต่เห็นข้อผิดพลาดเยอะ
"วันนี้การใช้ไอทีของบ้านเราเกินครึ่งใช้ไปในเรื่องไร้สาระ เพราะเมืองไทยทำอะไรไม่มีฟาวเดชั่น พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังไม่มีใครเข้าใจ สิ่งสำคัญจะทำอะไรต้องวางรากฐานในแน่นก่อน เพราะสร้างบ้านยังไม่ทันลงเสาเข็มเลย ติดประตูหน้าต่าง ขนเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เข้าไปบ้านก็พัง นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤต"
สมัยที่รับราชการประเทศไทยพูดถึงการพัฒนาไอทีก็จะมุ่งไปที่การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ สมัยก่อนก็ต้องเป็นแอปเปิล แมคอินทอช โทรศัพท์มือถือยาวเท่าศอก แล้วที่สุดการพัฒนาไอทีของไทยก็เข้าไปสู่ฮาร์ดแวร์ โดยไม่ได้วางรากฐานเรื่องคนทำให้วิ่งไล่ซื้อฮาร์ดแวร์กันไป ไฮเวย์ต่างๆ ก็ไม่ได้วาง
ขณะที่ประเทศสิงคโปร์วางแผนพัฒนาไอทีประเทศ โดยนโยบายที่ประกาศออกมาข้อแรกคือ ห้ามหน่วยราชการต่างๆ ซื้อคอมพิวเตอร์ แต่ให้สหรัฐมาวางโปแกรมพัฒนาคนไอที วางหลักสูตรในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อผลิตคน พร้อมๆ กับการวางเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พอปีที่ 3-4 คนก็จบออกมาก็พอดีกับการวางโครงสร้างพื้นฐานเรียบร้อย ทำให้คนที่ออกมามีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปสร้างประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า
แต่สำหรับเมืองไทยช่างที่เก่งๆ ของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะเป็นการเริ่มจากภาคปฏิบัติมาเป็นผู้ชำนาญการ แต่พอไปถึงระดับหนึ่งก็ไม่สามารถต่อยอดได้
นอกจากนี้อาจารย์สุเมธกล่าวว่า หลักของความพอเพียงสำหรับการใช้ไอทีเป็นหลักการเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เรื่องการประหยัด แต่ความพอเพียงในเรื่องของไอทีก็คือความมั่นคง ความสมดุล ยั่งยืน แต่ที่ผ่านมาเมืองไทยไม่ได้สร้างรากฐานให้มั่นคง ยั่งยืน ทำให้วันนี้การใช้ ไอทีเป็นการใช้ในเรื่องสาระและความบันเทิงมากกว่าการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ การลงทุนไอทีไทยก็เหมือนเอ็นพีแอล ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า กู้เงินมาแล้วไม่ได้ก่อให้เกิดกำไร
"เราไม่ได้สร้างฐานไว้อย่างมั่นคง การต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าก็เป็นเรื่องยาก" ดร.สุเมธกล่าวและว่า
ทางแก้ไขก็คือต้องปรับแก้กันที่ระบบ อย่างที่คนนิยมพูดกันคือต้องบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพูดกันแต่ไม่มีการลงมือทำ เมืองไทยมีทุกอย่าง แผนก็มี แต่เวลาเดินก็ไม่ได้เดินตามแผน "อย่างตอนนี้ตัวเองได้โทรศัพท์มือถือโนเกีย เอ็น 97 มาเครื่องนึง ซัพเฟอร์มาประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว ใช้ไม่คุ้มค่า ตอนแรกแค่รับก็ทำไม่ได้ มูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นบาท ดังนั้นการที่จะใช้ให้คุ้มค่าผมก็ต้องเรียนรู้ เลิร์น ทู แมกซิไมซ์ การใช้จึงจะเกิดความคุ้มค่า"
เทคโนโลยีทำได้ทุกอย่าง แต่ปัญญาของเรายังทำไม่ได้ ดังนั้นประโยชน์จะเกิดขึ้นได้ ปัญญาต้องเกิดขึ้นด้วย
เช่นเดียวกับการลงทุนไอทีของประเทศ ลงทุนเป็นแสนล้านแต่นำมาใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพราะประเทศไทยไม่ได้วางรากฐานสร้างปัญญาให้กับคน
ชอบเลยเอามาแปะไว้ครับ
----------------------------------------------------------------------------------
| วันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4129 ประชาชาติธุรกิจ ถอดรหัส ศก.พอเพียงกับไอทีไทย ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล |
ขณะที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะพูดคุยให้ ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียง ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้
แต่วันนี้ ดร.สุเมธเปิดโอกาสให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมุมมองเรื่องไอที แม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีทีแต่มุมมองการพัฒนาไอซีทีจากคนวงนอกวัย 70 ปี ที่ ดร.สุเมธบอกว่า คนแก่ไม่ใช่ ความรู้เยอะ แต่เห็นข้อผิดพลาดเยอะ
"วันนี้การใช้ไอทีของบ้านเราเกินครึ่งใช้ไปในเรื่องไร้สาระ เพราะเมืองไทยทำอะไรไม่มีฟาวเดชั่น พูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังไม่มีใครเข้าใจ สิ่งสำคัญจะทำอะไรต้องวางรากฐานในแน่นก่อน เพราะสร้างบ้านยังไม่ทันลงเสาเข็มเลย ติดประตูหน้าต่าง ขนเฟอร์นิเจอร์หลุยส์เข้าไปบ้านก็พัง นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดวิกฤต"
สมัยที่รับราชการประเทศไทยพูดถึงการพัฒนาไอทีก็จะมุ่งไปที่การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ สมัยก่อนก็ต้องเป็นแอปเปิล แมคอินทอช โทรศัพท์มือถือยาวเท่าศอก แล้วที่สุดการพัฒนาไอทีของไทยก็เข้าไปสู่ฮาร์ดแวร์ โดยไม่ได้วางรากฐานเรื่องคนทำให้วิ่งไล่ซื้อฮาร์ดแวร์กันไป ไฮเวย์ต่างๆ ก็ไม่ได้วาง
ขณะที่ประเทศสิงคโปร์วางแผนพัฒนาไอทีประเทศ โดยนโยบายที่ประกาศออกมาข้อแรกคือ ห้ามหน่วยราชการต่างๆ ซื้อคอมพิวเตอร์ แต่ให้สหรัฐมาวางโปแกรมพัฒนาคนไอที วางหลักสูตรในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อผลิตคน พร้อมๆ กับการวางเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน พอปีที่ 3-4 คนก็จบออกมาก็พอดีกับการวางโครงสร้างพื้นฐานเรียบร้อย ทำให้คนที่ออกมามีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีไปสร้างประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า
แต่สำหรับเมืองไทยช่างที่เก่งๆ ของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะเป็นการเริ่มจากภาคปฏิบัติมาเป็นผู้ชำนาญการ แต่พอไปถึงระดับหนึ่งก็ไม่สามารถต่อยอดได้
นอกจากนี้อาจารย์สุเมธกล่าวว่า หลักของความพอเพียงสำหรับการใช้ไอทีเป็นหลักการเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่เรื่องการประหยัด แต่ความพอเพียงในเรื่องของไอทีก็คือความมั่นคง ความสมดุล ยั่งยืน แต่ที่ผ่านมาเมืองไทยไม่ได้สร้างรากฐานให้มั่นคง ยั่งยืน ทำให้วันนี้การใช้ ไอทีเป็นการใช้ในเรื่องสาระและความบันเทิงมากกว่าการนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ การลงทุนไอทีไทยก็เหมือนเอ็นพีแอล ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า กู้เงินมาแล้วไม่ได้ก่อให้เกิดกำไร
"เราไม่ได้สร้างฐานไว้อย่างมั่นคง การต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าก็เป็นเรื่องยาก" ดร.สุเมธกล่าวและว่า
ทางแก้ไขก็คือต้องปรับแก้กันที่ระบบ อย่างที่คนนิยมพูดกันคือต้องบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการพูดกันแต่ไม่มีการลงมือทำ เมืองไทยมีทุกอย่าง แผนก็มี แต่เวลาเดินก็ไม่ได้เดินตามแผน "อย่างตอนนี้ตัวเองได้โทรศัพท์มือถือโนเกีย เอ็น 97 มาเครื่องนึง ซัพเฟอร์มาประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว ใช้ไม่คุ้มค่า ตอนแรกแค่รับก็ทำไม่ได้ มูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นบาท ดังนั้นการที่จะใช้ให้คุ้มค่าผมก็ต้องเรียนรู้ เลิร์น ทู แมกซิไมซ์ การใช้จึงจะเกิดความคุ้มค่า"
เทคโนโลยีทำได้ทุกอย่าง แต่ปัญญาของเรายังทำไม่ได้ ดังนั้นประโยชน์จะเกิดขึ้นได้ ปัญญาต้องเกิดขึ้นด้วย
เช่นเดียวกับการลงทุนไอทีของประเทศ ลงทุนเป็นแสนล้านแต่นำมาใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพราะประเทศไทยไม่ได้วางรากฐานสร้างปัญญาให้กับคน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)