วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551

อยู่หรือตาย

คุณสมบัติของ มหาบุรุษ

คือเค้าอยู่มายังไง

แต่คุณสมบัติของ วีรบุรุษ

คือ เค้าตายยังไง


วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551

แม่มด

ไปได้มาจาก fwd mail พึ่งจะมีโอกาสได้เอามาลง ลองอ่านกันดู

นิทานเรื่อง....เเม่มด ถ้าเป็นคุณ จะเลือกแบบไหน ดีมาก ๆ ...อ่านให้จบนะ 
กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว.....
อาเธอร์ถูกจับและจะประหารชีวิต
แต่กษัตริย์เสนอให้เขาเป็นอิสระ
ถ้าหากเขาสามารถตอบ
ปัญหาแสนยากข้อหนึ่ง ได้ถูกต้อง

อาเธอร์มีเวลาหาคำตอบ 1 ปีเต็ม ถ้าเขาตอบไม่ได้
เขาก็จะถูกประหาร 'คำถามนั้นคือ ....
สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ คืออะไร ?'

ปัญหาดังกล่าวช่างยากเย็นจนแม้นักปราชญ์ที่ฉลาดก็ยังงุนงง
เขากลับไปยังอาณาจักรของเขาและ
เริ่มหาคำตอบจากทุกผู้คน
แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่น่าพอใจได้
คนส่วนมากจะแนะนำให้เขาไปปรึกษาเรื่องนี้กับยายแม่มดแก่
ซึ่งน่าจะเป็นผู้เดียวที่จะรู้คำตอบ
แต่ราคาค่าปรึกษาคงจะแสนแพง

แล้ววันสิ้นปีก็มาถึง
อาเธอร์ไม่มีทางเลือกอื่น


แม่มดตกลงจะให้คำตอบแต่อาเธอร์ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อน
นังแม่มดต้องการแต่งงานกับกาเวน
อัศวินผู้ทรงเกียรติสูงสุดของ
เหล่าอัศวินโต๊ะกลม
และเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอาเธอร์

อาเธอร์หนุ่มถึงกับสยองขวัญ
เพราะยายแก่หลังโกงเหม็นก็เหม็น
มีฟันเหลือซี่เดียว ตัวก็เหม็นเหมือนถังส้วม
ชอบทำเสียงประหลาดน่ารังเกียจ
เขาปฏิเสธที่จะให้เพื่อนรักแต่งงานกับหล่อน

ฝ่ายกาเวนพอได้รับรู้ถึงข้อเสนอนั้น เขายอมแต่งงาน
เพื่อชีวิตของอาเธอร์ และการดำรงอยู่ของอัศวินโต๊ะกลม

และยายแม่มดก็ให้คำตอบต่อคำถามของอาเธอร์
'สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ ก็คือการได้เป็นตัวของตัวเอง'
ทุกคนทราบได้ทันทีว่าแม่มดได้กล่าวอมตะวาจาอันยิ่งใหญ่
และอาเธอร์ก็รอดพ้นจากการประหารแน่นอน
และก็เป็นเช่นนั้นจริง


แต่ทว่า........งานแต่งงานของกาเวนกับนังแม่มดช่างเหลือรับจริงๆ
กาเวนสง่าผ่าเผยเช่นปกติทั้งสุภาพอ่อนน้อม
ส่วนฝ่ายนังแม่มดเฒ่านั้นออกลายนิสัยเลวสุดเดช

ทั้งกินมูมมามด้วยสองมือ ทั้งเรอ ทั้งตด
ทุกผู้คนต่างรู้สึกอึดอัด และ
แล้วยามค่ำของวันส่งตัวก็มาถึง

กาเวนได้ปลอบตนเองพร้อมรับคืนสยองเขาก้าวเขาสู่ห้องนอนวิวาห์
ช่างไม่เชื่อสายตาตนเอง!!!!
หญิงสาวแสนสวยที่สุดที่
เคยพบพานนอนรออยู่เบื้องหน้า
กาเวนงุนงง ???? สาวแสนสวยเฉลยว่า

เพราะกาเวนช่างแสนดีกับหล่อน (เมื่อยามเป็นแม่มด)
ดังนั้นครึ่งหนึ่งของวัน เธอจะอยู่ในสภาพพิกลพิการน่า
รังเกียจส่วนอีกครึ่งหนี่งของวัน เธอจะอยู่ในร่างแสนสวยนี้

กลางวันเขาอยากให้เธอเป็นแบบไหน กลางคืนอยากให้เป็นแบบไหน?

เป็นคำถามที่ช่างโหดร้าย!!! กาเวนเริ่มคิดไตร่ตรอง
หญิงสาวสวยยามกลางวันเพื่ออวดต่อเพื่อนฝูง
แต่กลางคืนเมื่ออยู่สองต่อสอง เป็นยายแม่มด?

หรือว่าเขาควรจะเลือกยายแม่มดตอนกลางวัน
แล้วได้สาวสวยเพื่อเริงระบำยามค่ำคืนดี??
เป็นคุณหล่ะ
คุณจะเลือกอย่างไร ???
(กรุณาหยุดคิดสักนิดเมื่อตัดสินใจได้แล้ว ค่อย scroll ลงไปอ่านนะ )





























เอาละ..


เมื่อได้คำตอบของคุณแล้ว
อ่านคำตอบของกาเวนที่อยู่
ข้างล่างนี้ กาเวนตอบว่า
'เขาขอมอบให้เธอเป็นผู้ติดสินใจเลือกเอง'
เมื่อเธอได้ยินดังนั้น เธอ
จึงประกาศก้องว่าเธอจะสวยตลอดเวลา
เพราะเขาได้ให้ความเคารพและให้เธอเป็นตัวของตัวเอง
นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า...

1. ผู้หญิงไม่ว่าจะสวยหรือจะน่าเกลียด ลึกๆ ข้างในเธอก็คือ แม่มด
2. ผู้หญิงจะกลายร่างเป็นแม่มด หรือเป็นสาวแสนสวยเมื่อไหร่

นั้นขึ้นอยู่กับ ความประพฤติของผู้ชาย

-------------------------------------------------------------------------------------------------

เนื้อเรื่องเค้าเขียนดีนะ ช่วยแสดงออกให้เห็นทั้งความมักมาก และความเห็นแก่ตัวของทั้งหญิงและชาย

เคยได้ฟังนิทานคติธรรมหลายเรื่องของขุนพลกเวน แต่เรื่องนี้พึ่งจะเคยได้ยิน อยากได้ฉบับแบบยังไม่แปลจัง


วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

พอจะรู้แล้วว่าทำไมพันธมิตรคนเยอะกว่านปก.

ไปอ่านเจอมาในเน็ต มันเอาสาวพันธมิตร กับสาว นปก. มาเทียบกัน

มันก็เข้าใจนำเสนอนะเนี่ย 555

ไปดูแบบเต็ม ๆ ที่นี่ http://forum.serithai.net/index.php?topic=30685.msg328168#msg328168

ตัวอย่างสาว พันธมิตร

ตัวอย่างสาว นปก.

ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดเป็นพิเศษครับ เอารูปมาลงให้ดูสนุก ๆ ไม่เกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใด

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

roach attack !!!

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางเทศบาลมาฉีดยาฆ่าแมลงแถว ๆ ที่พัก
หน้าตาเครื่องฉีกก็คล้าย ๆ ปืน gatling gun กระบอกใหญ่ ๆ
แต่ที่พ่นออกมาไม่ใช่กระสุน แต่เป็นควันมหาศาลกะเสียงกระหึ่ม
เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เห็นมาฉีดกันอยู่บ่อย ๆ แต่กลิ่นชักจะซึม ๆ เข้ามา
ก็เลยต้องหนีไปอยู่ข้างนอกแทน
แต่พอออกมาเท่านั้นแหละ
แมลงสาบวิ่งเต็มถนนเลย
สงสัยหนีตายออกมาเหมือนกัน
บ้างก็หงายท้อง ชักกระแด่ว ๆ
บ้างก็วิ่งวนไปทั่ว
ตอนออกมาหน้าบ้านนี่ ยังเป็นในซอยย่อยอีกที
ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ (แต่ก็วิ่งกันเต็มถนนเลยอะนะ)

แต่พออกมาถึงถนนหลักของซอยนี่สิ

วิ่งกันให้รึ่ม

ใกล้ ๆ นั่นมีตลาดด้วย

คงไม่้ต้องพูดถึง

ออกมากันเป็นล้าน !!!

ยังกะงานแข่งมาราธอนแมลงสาบแห่งชาติ
วิ่งกันเต็มถนน ไปหมด
บางตัวก็เหนื่อยกับการมีชีวิตมาก นอนหงายท้องไปแล้วก็มี
แถมเวลารถวิ่งผ่านไปมา ก็เหยียบมันไปซะเยอะ
ซากแมลงสาบเกลื่อนถนน
แขนขาหลุดกระจายไปคนละทิศละทาง
ทีแรกก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เห็นมันวิ่ง ๆ กัน ก็ช่างหัวมัน
มีแหยง ๆ บ้าง เพราะมันเยอะมาก มากจริง ๆ
แต่เดินไปซักพัก ตอนจะถึงตลาดนี่
เหมือนจะโดนมันรุมเข้ามา ... อารมณ์แมลงสาบหนีตาย
คงเหมือนตอนมันหนีน้ำมั๊ง มันจะขึ้นที่สูงซะงั้น

----*----

ทำหนวดตั้ง ๆ วิ่งตรงมาอย่างเร็วเลย
ที่สำคัญ มาจากทุกทิศทุกทาง
จะเหยียบทิ้งซะก็กลัวผิดศีล
ก็รวบรวมลมปราณ รวบรวมสติ หลบเป็นตัว ๆ ไป
ทำ greedy หา path ที่ดีที่สุดไปเรื่อย ๆ 555

แต่ที่น่าสงสารกว่า คือแม่ค้าที่มีร้านข้าง ๆ ตลาดนี่ดิ
นึกสภาพว่า แมลงสาบพยายามหนีตายเข้าบ้าน

*0*

นอกจากไอ้พวกที่พยายามวิ่งกรูเข้าทางประตูหน้า
มันยังมีไอ้ที่เกาะ ตามผนังตามเสา พยายามไต่ ๆ เข้าไปอีก
ยังกะดูเรื่องเอเลี่ยนตอนประตูยานกำลังะเปิด
เราเห็นก็ออกแนวสยองไปเลย มันบุกทั้งด้านหน้า บน ล่าง ซ้าย ขวา
กรูเต็มหน้าประตูซะขนาดนั้น

แต่ดูเหมือนเจ๊เจ้าของร้านเค้าคงจะชินรึยังไงไม่ทราบ
ไม่ก็ต้องเคยเป็นนางเอกหนังstarship trooper มาแน่ ๆ
เพียงแต่อาวุธไม่ใช่ปืน แต่เป็นไม้กวาด
เจ๊ทำหน้านิ่ง ๆ มองไปกราด ๆ แล้วก็ฟาดตัวที่เข้ามาในระยะแขน
หนึ่งผั่วะ หนึ่งชีวิต
บางตัวไวหน่อย ก็โดนปัดกระเด็นไป แต่ก็วิ่งเข้ามาใหม่

ยืนทึ่งเจ๊แกอยู่ซักพัก ก็รีบ ๆ จ้ำออกไปหน้าปากซอย
กว่าจะกลับมาอีกที ศพแมลงสาบก็เกลื่อนแล้ว
เป็นประสบการณ์ที่สยองจริง ๆ

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

พบผู้รู้

จริง ๆ หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนที่บ่น ๆ ไว้ว่าท้อไป แล้วจะหายท้อ
แต่ก็ยังไม่ได้กลับมาเขียนอะไรจริงจังอยู่ดี
แล้วตอนที่ไม่ได้เขียนนี่ ... ก็แอบอู้ แอบตามใจตัวเองตลอด
แถมยังติดความสงสัยในอีกหลาย ๆ อย่างในเรื่องการปฏิบัติ
แต่ตอนนั้นถ้าถามในสายเดียวกัน ก็คงได้รับคำตอบว่า สงสัยก็ให้รู้ว่าสงสัย
ก็เลยยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก ว่าตัวเองสงสัยอะไร แล้วสงสัยว่าตัวเองสงสัยอะไร
เหมือนมันติด ๆ อะไรอยู่สักอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร

สัปดาห์ก่อนเลยออกเดินทาง ไปค้นหาตัวเองอยู่พักหนึ่ง
พอดีมีพี่ที่รู้จักกัน จะบวชด้วย เลยไปเริ่มต้นการเดินทางที่วัดนั้นซะด้วยเลย
ไปถึงวัด พองานบวชเสร็จ ก็เลยได้คุยกับหลวงพี่นิดหน่อย พึ่งรู้ว่าฟังหลวงพ่อปราโมทย์เหมือนกัน
ก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้จากการปฏิบัติที่แต่ละฝ่ายไปเจอมา แล้วก็มีหลวงพี่จากวัดนั้นมาร่วมวงสนทนา
ก็ได้ความรู้เพิ่มมาอีกหลายอย่าง อย่างหลวงพี่รูปนั้น บอกว่าการปฏิบัติเราต้องทำสมดุลด้วย อินทรีย์ 5
ก็เป็นอีกเรื่องที่เราไม่รู้ พอไปจากวัดนั้น กะว่าจะไปที่อื่นต่อ แต่พ่อแม่มาดักพาตัวกลับบ้านซะก่อน
แต่พอกลับบ้านไปก็ยังเิดนทาง เดินบ้าง โบกรถบ้าง ขี่รถเองบ้าง แวะไปคุยตามที่ต่าง ๆ
ความรู้ที่ได้ก็ได้เยอะ แต่ที่ได้มากกว่า คือความสบายใจและโล่งใจมากกว่า
แต่ก็เป็นที่สังเกตุว่า พระหรือผู้ที่บอกว่าปฏิบัติเนี่ย หาที่จะตอบคำถามได้ตรงใจ หรือให้ความรู้ที่ได้ประโยชน์
ค่อนข้างจะมีน้อยไปหน่อย ส่วนมากจะเจอแบบบอกให้ทำความดี ทำสมาธิไป คุยเรื่องสภาวะหรือการปฏิบัติกัน
ไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไหร่ หาคนสอนได้ตรงจริตเรานี่มันยากจัง นาน ๆ กว่าจะเจออาจารย์ตรงจริต
ส่วนเรื่องตอนเดินทางได้อะไรมาบ้างนั้น ตอนไปก็ไปคุยตัวเปล่า ๆ เลยจำลงหัวไม่ได้ ได้แต่แนวคิดจำลงมาในใจ
ถ้านึกออกเมื่อไหร่ จะเอามาเขียน ให้ได้อ่านก็แล้วกัน (มิน่าถึงเห็นนักปฏิบัติ พูดถึงเรื่องถอดเทปบ่อย ๆ ดูท่า
เราคงจะต้องหาเครื่องอัดมาพกติดตัวไว้ซักอันมั่งแล้ว)

แล้วเราก็มาปิดท้ายการเดินทางที่กรุงเทพนี่เอง ได้ไปงานเปิดตัวหนังสือคุณดังตฤณ
แต่วันนั้น คนเยอะเลยไม่ได้เข้าไปคุย (งานเลิกสี่โมง แต่เห็นเพื่อนบอกแจกลายเซ็นถึงเที่ยงคืนแหนะ)
เลยได้ไปเจออีกทีตอนพี่ตุลย์ไปแจกลายเซ็นที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ตอนยืนรอก็เห็นจิตไหว ๆ อยู่ตลอด
ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เป็นความสงสัยว่าจะได้ยินคำอะไรเสียมากกว่า
สงสัยเพราะฟังหลวงพ่อปราโมทย์มามาก เลยทำให้หมกมุ่นกับคำถามมาก ๆ ว่าควรถามว่าอะไร
ถ้าจะถามว่า ทำถูกหรือยัง ก็คงได้คำตอบว่าผิด เพราะคิดจะทำ
ถ้าจะถามว่า ต้องทำยังไงต่อ ก็คงได้คำตอบว่า ไม่ต้องทำอะไร แค่ดูไป
ถ้าจะถามว่า สภาวะที่ติดอยู่นี่จะแก้ยังไง ก็คงได้ตอบว่า ให้ดูที่ตัวอยากแก้ ที่อยากนั่นก็ผิดแล้ว

... คิดไปมากมาย สุดท้ายพอไปถึงต่อหน้า พี่ตุลย์เข้าจริง ๆ
ก็เลยถาม คำถามสุดปลอดภัพที่ได้ยินนักปฏิบัติเขาถามกัน

"ที่ปฏิบัติอยู่นี่เป็นยังไงบ้างครับ" - 5555 แอบขำในใจ

พี่ตุลย์ก็หลับตาลง ตอนนั้นเราก็นึกไปเยอะแยะ เสียงพากษ์สภาวะเต็มหัว

ดีใจ ก็เห็นว่าดีใจ ตื่นเต้นก็เห็นว่าตื่นเต้น ข่มก็รู้ว่าข่ม เครียดก็รู้ว่าเครียด อยากรู้ก็รู้ว่าอยากรู้
คุณดังตฤณหลับตาไป แป๊ปเดียว แต่เราฟุ้งซ่านซะมากมาย

โดยสรุป พี่ตุลย์บอกว่า เรามีจิตที่พร้อมที่จะรู้อยู่แล้ว จิตมีสภาวะดีแล้ว
แต่ว่ายังไม่เห็น เพราะเราไม่เห็นสภาวะเกิดดับอย่างที่มันเป็นจริง ๆ
พี่บอกว่าจิตของเราเวลาไปเห็นสภาวะ พอมีสติรู้แล้ว มันไม่ได้เห็นอนิจจัง
แต่มันไปดับอารมณ์นั้น ลงไปเลย
เหมือนอารมณ์นั้น ๆ เป็นเทียนที่จุดอยู่ แล้วพอมีสติรู้ตัวขึ้นมา
แทนที่จะเห็นมันค่อย ๆ มอดไหม้จนดับลง
เรากลับไปเป่ามันดับไปเลย เลยทำให้เราไม่ได้เห็นอนิจจังขอสภาวะ
ตัวจิตที่พร้อมที่จะรู้และมีสภาพที่ดีแล้วนั้นก็เลย ไม่ได้รู้ เพราะไม่มีอะไรให้รู้ -*-
(พอได้ฟังยังงั้น ก็เกิดใจหายวูบเลย เพราะก่อนหน้านี้ นึกว่าตัวเองปฏิบัติได้ดีขึ้น
พอมีสภาวะอะไรเกิดขึ้น พอเราเห็นมันก็ดับไปเลย ก็นึกว่าตัวเองทำถูกซะอีก
แต่พอมาพิจารณาดี ๆ ก็เห็นจริงตามคำที่ได้ยิน เพราะว่า ปกติเราถนัดเรื่องควบคุม
ความคิดตัวเองอยู่ในระดับหนึ่ง แล้วยิ่งรู้ด้วยว่าโดยปกติจิตมีธรรมชาติรู้สภาวะได้ทีละอย่าง
เวลาเกิดอารมณ์อะไรแล้วมีสติขึ้นมา เราก็ทำการ brute force สติไปกับการรับรู้ต่าง ๆ
รวมทั้งรู้ว่ารู้อารมณ์นั้นด้วย จนทำให้อารมณ์นั้น ๆ ดับไปในทันที
.... ฉลาดมาก .... ฉลาดจนโง่เลย .... เพราะงี้จิตก็เลยไม่ได้เห็นสภาวะเกิดดับตามความจริง)
พี่ตุลย์ได้ให้คำแนะนำว่าให้เปลี่ยนไปเป็นการปฏิบัติแบบ รู้เท้ากระทบแทน
ไม่ต้องตามรู้ไม่ต้องอะไร แต่ให้มีสติรู้เวลาที่เดิน ว่าเท้ากำลังกระทบ
ให้รู้กายไป จนกระทั่งมันวางกายลงได้ และเห็นว่ากายไม่ใช่ของเรา

อันนี้ก็แอบเฮือกอีกรอบ เพราะเมื่อก่อนเคยทำแบบรู้กาย จนรู้ไปทั้งตัว แล้วเกิดมิชฉาทิฐิไปว่า
อันนี้มันคือเพ่งกายเพ่งใจไป มันคงเป็นการฟุ้งซ่าน
เราก็เลยถามไปซื่อ ๆ ว่า "ปกติผมก็ชอบปฏิบัติแบบเดิน เพราะรู้สึกว่ามันมีสติ
แต่ว่าพอเดินไปแล้ว มันจะลงไปแช่ ๆ แล้วก็รู้ไปทั้งร่างกายเลย มันไม่ใช่ฟุ้งซ่านเหรอครับ
จะไม่กลายเป็นติดสภาวะไปเหรอครับ"
ก็ได้คำตอบว่า ไม่ใช่นะ อันนั้นแหละถูกแล้วให้รู้กายไปอย่างนั้นแหละ

พอคุยกันจบ ก็เกิดปีติขึ้นมาในใจ รู้สึกดีกับรู้สึกแย่ปนๆ กันขึ้นมา
รู้สึกดี ที่ได้รับคำชม ว่าจิตมีสภาวะพร้อมรู้ แย่ตรงที่มีสัญญาผิด ๆ ในใจเยอะแยะ
ขอกลับก็เลยเกิดความอยากปฏิบัติมากไปหน่อย เลยเดินรู้เท้าไปทั้งวันเลย
แต่เป็นรู้แบบผิด ๆ นะ เพราะใจมันฟุ้ง ๆ อยู่ มันแต่ดีใจ มัวแต่คิดย้อนไป
จนทำให้ไม่มีสติรู้ตัว ... แต่ก็ยังเดินอยู่ดีเพราะอยากปฏิบัติ

จากสยามไปสามย่าน กลับมาพักที่หอ แล้วก็เดินไปสีลม เดินในสวนลุมไปรอบนึง เดินออกด้านหลังสวน
มั่ว ๆ ไปตามซอยตามถนน โผล่ไปถึงเพลินจิต เดินไปเซ็นทรัลเวิร์ล แวะกินข้าวมันไก่ประตูน้ำ
กลับไปเดินดูรูปที่เซ็นทรัลเวิร์ลไปสยาม ไปมาบุญครอง สนามสุภฯ แล้ววนกลับมาสามย่านอีกที
อยากปฏิบัติมากไปหน่อย เลยกลายไปเดินฟุ้งซ่านรอบเมิงเลย
กลับมาก็นอนตายเลย 55555

ตอนนี้ก็เลย เวลานั่งทำงาน ก็ดูจิตไปเรื่อย
ถ้าว่าง ๆ ก็จะดูเท้ากระทบไป ช่วงนี้เลยชอบเดิน เดี๋ยวเดินไปซื้อของ เดี๋ยวเดินเล่น
ก็เดินรู้เท้ากระทบไปเรื่อย ๆ ถึงจะยังไม่ถูกเท่าไหร่
แต่สักพักก็คง จะรู้เอง เพราะเคยรู้สภาวะนั้นมาครั้งหนึ่งแล้ว
ถึงจิตจะจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ยังดีที่มีปลายทางให้ได้ทำ

การได้เจอผู้รู้นี่ดีจริง ๆ คำแนะนำง่าย ๆ ก็เหมือนช่วยให้เห็นอะไรได้หลายอย่างขึ้น
ช่วยเปิดทางช่วยนำทางให้กับเราได้อย่างดีทีเดียว
ต่อไปนี้คงต้องหาเวลาไปพบผู้รู้บ่อย ๆ เสียแล้ว
เพราะถึงไม่ได้เจอผู้รู้ แต่ถ้าได้เจอนักปฏิบัติด้วยกัน
ก็ช่วยให้มีกำลังใจขึ้นมาเยอะเลย